คริสต์ศาสนาสอนอะไร...? ตอนที่ 2

สารบัญ

โดย นายชัยรัตน์ จิตต์แก้ว
E-mail: chairatj@yahoo.com

Click Here

ข้องใจ พุทธ กับ คริสต์ ... เหมือน หรือ แตกต่าง...

           ประเด็นหนึ่งที่มักเป็นที่สงสัยกันของคนไทยก็คือ อยากรู้ว่า โดยเนื้อแท้แล้วพุทธศาสนากับคริสต์ศาสนา นั้นมีหลักการและความเชื่อต่างกันอย่างไรและศาสนาใดที่มนุษย์จะสามารถยอมรับได้จนถึงกับสามารถดำเนินชีวิตไปถึงสุดทางของศาสนานั้นๆได้จริง...

           ประเด็นนี้ไม่ใช่ประเด็นใหม่ แต่คนไทยได้มีการถามและตอบกันมานานแล้วตั้งแต่สมัยที่มิชชันนารีจากตะวันตกเดินทางเข้ามาเผยแผ่คริสต์ศาสนาในดินแดนของไทยเรา (เวลานั้นยังไม่เรียกว่าประเทศไทย) ในสมัยแรกๆในช่วง ค.ศ. 1511 หรือ ประมาณเกือบ 500 ปีมาแล้ว...

           มีหลักฐานเรื่องการถามตอบเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจในสมัยรัชกาลที่ 6 แห่งกรุงสยาม ในสมัยนั้น ความจริงจังของการดำเนินชีวิตเพื่อให้หลุดพ้นตามแนวทางของพระพุทธศาสนา ยังเข้มข้นอยู่มาก แต่คนไทยหลายคนที่มุ่งดำเนินชีวิตให้สุดทางของศาสนาได้ตัดสินใจรับศาสนาใหม่ เมื่อได้ตระหนักถึงความจริงบางอย่างที่ได้รับฟังจากหมอสอนศาสนาที่เข้ามาเผยแผ่ในขณะนั้น ในยุคนั้นการเปลี่ยนศาสนานับว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก แต่บรรยากาศการพูดคุยกันในหมู่ผู้รู้ ในเชิงเปรียบเทียบหลักศาสนาแบบใจกว้างก็มีอยู่เช่นกัน นี่เป็นคุณูปการอย่างหนึ่งของพระพุทธศาสนาคือไม่ห้ามการเรียนรู้ศาสนาอื่น ...

           ดังนั้นในที่นี้จะได้สรุปประเด็นเนื้อความที่ท่านผู้รู้ในอดีตได้เปรียบเทียบกันไว้มาเล่าสู่กันฟังโดยสังเขป...

           (พระพุทธศาสนา) "…ในส่วนของพุทธศาสนานั้น ถือกันว่าพระพุทธเจ้าได้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆมานับร้อยๆชาติ ได้รับรู้ชีวิตในร่างกายรูปแบบต่างๆมาครบทุกประเภท ทั้งรูปแบบของสัตว์และมนุษย์ ทำให้พระองค์เข้าใจในความเป็นไปของชีวิตแห่งสรรพสัตว์ทุกชนิด

           การบำเพ็ญทุกรกิริยาในเบื้องต้นของพระองค์นั้นเป็นความพยายามดับทุกข์และดับการเวียนว่ายตายเกิดที่น่าเบื่อหน่ายในความเห็นของพระองค์... แต่ในที่สุดพระองค์ทรงค้นพบถึงทางสายกลางที่ชีวิตควรดำเนินไปกล่าวคือท่าทีที่เหมาะสมและได้ส่วนกันทั้งกายและจิตไม่ใช่การทรมานกายฝ่ายเดียวหรือทรมานจิตฝ่ายเดียว...

           เชื่อกันว่าพระพุทธเจ้าได้เข้าสู่สภาพจิตที่หลุดพ้นจากทุกข์ตั้งแต่พระองค์ยังไม่ถึงวาระการแตกดับทางร่างกาย... และเมื่อพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์แตกดับทางร่างกายนั้นก็ถือกันว่าพระองค์เข้าสู่สภาพการดับโดยรอบที่เรียกกันว่ามหาปรินิพพาน...

           พระองค์ได้ชี้บอกทางสิ่งที่พระองค์ทรงค้นพบด้วยพระวิริยะของพระองค์เองไว้ให้แก่สาวกและคนรุ่นหลังได้ศึกษาและปฏิบัติตาม พระองค์ย้ำว่าทุกคนไปถึงได้ และความรู้นี้ไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลาคือเป็นจริงเสมอ แต่ทุกคนต้องปฏิบัติด้วยตนเองเท่านั้น ไม่มีใครทำแทนใครได้...

           การดับรอบของพระพุทธเจ้านั้นเป็นการดับทั้งทุกข์และสุข... และดับทั้งความตั้งใจในด้านดีทุกประการด้วย... ทั้งกายและจิตล้วนดับไปหมด ... เชื่อกันว่าพระองค์ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป... ถือเป็นการดับทุกข์โดยสิ้นเชิง ... ไม่เกิด ไม่ตาย ไม่สร้างสรรค์ ไม่ทำลาย ไม่รับรู้ ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งใดๆอีกต่อไป...

           ระยะเวลาที่พระพุทธเจ้าได้เสวยภพชาติในอดีตกาลมาจนถึงได้เข้าสู่มหาปรินิพพานเชื่อกันว่านับได้ถึง อสงไขยแสนกัปป์...

           พระพุทธศาสนาปฏิเสธการกราบไหว้วัตถุหรือรูปเคารพทั้งปวง การนับถือผีหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในทางไสยศาสตร์ทุกชนิดเป็นสิ่งนอกศาสนาถึงแม้ว่าบางสิ่งอาจจะมีอยู่จริง เพราะไม่ใช่ทางไปสู่ความดับทุกข์ตามวิธีของพระพุทธเจ้า การสร้างพระพุทธรูปขึ้นภายหลังของพุทธศาสนิกชนก็เพื่อระลึกถึงองค์พระพุทธเจ้าเท่านั้น และในสมัยพุทธกาลไม่มีสิ่งเหล่านี้

           พุทธศาสนาที่แท้จริงไม่มีการปลุกเศกเครื่องรางของขลัง พระพุทธเจ้าทรงให้สาวกนับถือพระธรรมที่พระองค์สั่งสอนเป็นศาสดาแทนพระองค์ คำสอนของพระพุทธเจ้าได้สืบกันมาจากความทรงจำก่อนแล้วจึงจารึกไว้เรียกว่าพระไตรปิฎก อันประกอบด้วย พระสุตตันตปิฎก พระวินัยปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก พระพุทธศาสนายึดการปฏิบัติให้รู้แจ้งด้วยปัญญาภายใน การปฎิบัติไต่จากหยาบไปสู่ละเอียด กล่าวคือ ศีล สมาธิ ปัญญา...

           พุทธศาสนามุ่งที่ทุกคนต้องปฏิบัติขัดเกลาตนเอง พึ่งตนเอง ล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียรพยายามของตนเอง... การนับถือพระพุทธศาสนาที่แท้จริงนั้นต้องมีเป้าหมายสุดท้ายอยู่ที่การดับทุกข์อย่างไม่มีเหลือคือทุกคนต้องมุ่งปรินิพพานเหมือนองค์ศาสดาเท่านั้นจึงจะได้พ้นทุกข์จริงและหยุดการเวียนว่ายตายเกิด ...

           ความยากเย็นของการปฏิบัตินี้เองที่ทำให้คนบางคนเท่านั้นจะไปถึงได้ ซึ่งคนที่จะไปถึงได้ต้องมีรูปแบบชีวิตที่เหมาะกับการปฏิบัติดังกล่าวด้วย เช่นต้องบวชตัดขาดจากครอบครัวลูกเมีย (ถ้าเป็นสตรีในสมัยพุทธกาลก็อาจบวชได้ แต่ในสมัยปัจจุบันก็กลายเป็นบวชไม่ได้แล้วเพราะอุปัชฌาย์ภิกษุณีได้ขาดตอนลงไปช้านานแล้ว ดังนั้นสตรีก็คงพ้นทุกข์ได้ยากยิ่งขึ้น ...)

           การมีข้อปฏิบัติยากเย็นจำนวนมาก จึงทำให้เกิดมีการคัดเลือกแยกแยะข้อธรรมะให้เหมาะกับคนแต่ละคน ที่พอจะรับไปปฏิบัติได้ ตัวอย่างเช่นเกิด หลักคิหิปฏิบัติ ขึ้นเป็นข้อธรรมะสำหรับฆราวาสผู้ครองเรือน เพื่อให้มีชีวิตที่ผาสุกตามสมควรในโลก แต่ข้อธรรมะอันเบาพอปฏิบัติได้นี้ในวันสุดท้ายแห่งชีวิตก็ยังนำไปสู่การเวียนตายเวียนเกิดอยู่นั่นเอง ไม่สามารถพ้นทุกข์แท้จริงได้อย่างองค์พระศาสดา...

           ที่น่าเห็นใจก็คือถึงแม้จะมีผู้มุ่งบวชเพื่อหมายพ้นทุกข์อย่างแท้จริง และได้พยายามอย่างถึงที่สุดในการปฏิบัติแล้ว แต่ก็ไม่มีการได้รับยกเว้นหรือยืดหยุ่นประนีประนอมว่า หากการปฏิบัติเกิดบกพร่องไปบ้างจะได้รับการอภัยยกโทษให้กับความบกพร่องนั้น เพราะไม่มีผู้ใดที่จะให้อภัยชีวิตใครได้ในพุทธศาสนา เพราะทุกคนถูกปกครองด้วยกฎแห่งกรรมอันเฉียบขาดตายตัว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งไม่มีผู้ใดจะมีอำนาจหยุดการเวียนว่ายตายเกิดให้แก่ใครได้

           ดังนั้นการปฏิบัติที่ไม่ครบถ้วนถูกต้องอย่างที่พระศาสดาได้ทรงชี้ทางไว้นั้นก็หวังไม่ได้ว่าจะนำไปถึงความสิ้นทุกข์หยุดเกิดหยุดตายในวัฏฏสงสาร...

           และการที่พระพุทธเจ้าไม่สามารถทำทุกสิ่งแทนสาวกเพื่อช่วยให้ถึงการพ้นทุกข์ได้นั้นก็เพราะโดยแก่นแท้แล้วพระพุทธเจ้าเองก็เป็นเพียงมนุษย์เท่านั้น...

           พระพุทธเจ้า ไม่ใช่ พระเจ้า ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงได้แต่เพียงชี้ทางเดินไว้ให้สาวกเท่านั้น..."

           (คริสต์ศาสนา) "…ในส่วนของคริสต์ศานานั้นตรงกันข้าม เป็นที่เข้าใจกันว่า พระเจ้าทรงรู้ดีว่าการวางกฏเกณฑ์ให้มนุษย์พยายามปฏิบัติให้ครบถ้วนโดยไม่พกพร่องเลยนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ทำไม่ได้ตลอดรอดฝั่ง ดังนั้นพระเจ้าจึงทรงเมตตาต่อมนุษย์ พระเจ้าไม่เรียกร้องการปฏิบัติที่มีระเบียบแบบแผนอันเคร่งครัดตายตัวจากมนุษย์ …

           พระองค์เรียกร้องเพียงอย่างเดียวคือการกลับใจสารภาพความผิดบาปในชีวิตต่อพระองค์และมอบชีวิตที่เหลือไว้กับพระองค์ ไว้วางใจในพระองค์อย่างแท้จริง พระเจ้าไม่ต้องการให้มนุษย์ดึงดันที่จะพึ่งตนเอง เพราะการแก้ปัญหาด้วยวิธีการและเหตุผลแบบมนุษย์จะนำไปสู่ปัญหาใหม่ในที่สุด ดังนั้นพระเจ้าจะเป็นผู้แก้ปัญหาให้ด้วยวิธีการของพระเจ้า

           การแก้ทุกข์ของมนุษย์นั้น พระเจ้าจะทรงใช้วิธีของพระเจ้า แต่มนุษย์ต้องถ่อมใจลงต่อพระเจ้า เพื่อพึ่งพาพระเจ้า...

           การยอมรับพระเจ้ากระทำโดยการกล่าวคำยอมรับว่าพระเยซูคริสต์คือพระเจ้า สารภาพความผิดบาปต่อพระองค์ และยอมรับพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด

           ผู้ที่ยอมกลับใจจากความหยิ่งทะนงในตนเองมาเป็นผู้ยอมจำนนต่อพระเจ้าและไว้วางใจในการทรงนำของพระเจ้าจะได้รับการอภัยจากพระองค์ ความบกพร่องและความผิดพลาดใดๆในชีวิตจะได้รับการชำระให้สิ้นไปจากชีวิตของคนผู้นั้นทันทีที่ผู้นั้นกลับใจ... จากนั้นพระเจ้าจะประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์มาสถิตย์อยู่ด้วยกับผู้นั้น

           พระวิญญาณบริสุทธิ์จะนำชีวิตใหม่ที่มีสันติสุขอันเกินกว่าจะเข้าใจได้ด้วยเหตุผลมายังบุคคลผู้นั้น... และเมื่อวันสุดท้ายของชีวิตฝ่ายร่างกายมาถึง พระเจ้าจะทรงรับวิญญาณจิตของผู้นั้นไปยังที่ที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ เพื่อรอการพิพากษาครั้งใหญ่ซึ่งถือเป็นวันสิ้นยุค... ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดใดๆทั้งสิ้น...

           การที่คริสต์ศาสนาสอนอย่างนี้ได้นั้นเกิดจากสิ่งสำคัญประการเดียวคือ ผู้ให้กำเนิดคริสต์ศาสนานั้นคือ พระเจ้าผู้สร้างฟ้าสวรรค์และสรรพชีวิต หรือกล่าวอย่างง่ายๆว่าศาสนาคริสต์ก่อตั้งโดยพระเจ้า ดังนั้นสิ่งที่มนุษย์ธรรมดาทำแทนกันไม่ได้นั้น ... พระเจ้าทำได้ ... และพระองค์ได้ทำแล้วเพื่อมนุษย์ทุกคน โดยผ่านพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าที่ยอมลงมารับสภาพมนุษย์..."

Click Here ข้อสังเกตุเรื่องคนไทยกับการนับถือผีและไสยศาสตร์...

           ถ้าเราจะเปิดใจยอมรับความจริงกัน เราเห็นได้ชัดเจนว่าทุกวันนี้มีคนไทยน้อยมากที่จะมีความรู้อันมั่นคงในพระพุทธศาสนา... คนที่กล่าวคำอาราธนาศีล และ อารธนาธรรมได้นั้น นับตัวได้น้อยเต็มที...

           คนที่เข้าใจและสามารถอธิบายความรู้อันมีหลักเกณฑ์ในพระศาสนาอย่างชัดเจนได้ยิ่งมีน้อยลงไปอีก ถ้าจะลองถามใครสักคนว่า ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร ? มรรคมีองค์แปดทำไมจึงตั้งต้นที่สัมมาทิฏฐิ ? ทำไมพระพุทธเจ้าจึงยกย่องว่า มหาสติปัฏฐานสี่ เป็นองค์คุณสำคัญแห่งการตรัสรู้ ?

           คำถามเหล่านี้ผู้ถามอย่าหวังว่าจะได้รับคำตอบ ทั้งๆที่นี่คือแก่นหรือหัวใจของศาสนาพุทธ คงมีแต่เพียงพระสงฆ์ที่มีคุณภาพ (ย้ำ - ต้องมีคุณภาพ) เท่านั้นที่หวังได้ ส่วนชาวบ้านก็ได้แต่สนับสนุนพระศาสนาโดยการทำบุญตักบาตรและทำบุญตามเทศกาลเท่านั้น นอกนั้นก็อาจมีเพียงการนิมนต์พระสงฆ์ไปเปิดป้ายกิจการ หรือขึ้นบ้านใหม่ และสุดท้ายขาดไม่ได้ก็คือสวดพระอภิธรรมศพเวลาตาย...

           ชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ของคนไทยปัจจุบันนั้นไม่ค่อยได้เกี่ยวข้องกับพระศาสนาในฐานะเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาชีวิตและเพื่อความพยายามดับทุกข์ในชีวิตอย่างแท้จริง จะมีก็แต่เพียงสวดมนต์ไหว้พระเพื่อศิริมงคลและความสบายใจกันเป็นส่วนใหญ่...

           คนไทยจำนวนมากไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าตนเป็นพุทธศาสนิกชนเพราะไม่มีความรู้ในพระศาสนา และคนจำนวนมากก็ยอมรับว่าเป็นคนไม่มีศาสนาอย่างแท้จริง ยกเว้นที่ระบุไว้ในทะเบียนบ้านเท่านั้น... ในเวลาเดียวกัน คนไทยทุกระดับความรู้กลับหันเข้าผูกพันตัวเองกับผีวิญญาณชั่ว เทพชั้นต่ำและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตลอดจนเครื่องรางของขลังในทางไสยศาสตร์ ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งนอกพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น (ในคริสตศาสนาก็เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มีจริงและเป็นศัตรูกับพระเจ้า) การกราบไหว้ต้นไม้ประหลาด หรือการบูชาศพที่ไม่เน่า หรือการขอหวยกับสัตว์พิการที่เกิดมาผิดรูปร่าง กลายเป็นสิ่งปกติในสังคมไทย ... ที่ว่าปกติคือคนที่กระทำสิ่งเหล่านี้สามารถกระทำได้โดยไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ...

           จุดมุ่งหมายหลักของชีวิตในปัจจุบันของคนไทยจำนวนมากคือขอให้มีความร่ำรวยและได้รับความสำเร็จมากกว่าผู้อื่น โดยไม่ค่อยคำนึงถึงที่มา ดังนั้นการยอมตัวและทุ่มเทใจลงไปนับถือผี เทพชั้นต่ำและไสยศาสตร์ ด้วยความเชื่อว่าสามารถสนับสนุนโชคชะตาให้รุ่งเรืองได้นั้นจึงกลายเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจของคนไทยทุกวันนี้ แทนการมีพระศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว...

           ดูเหมือนว่าคนไทยจำนวนมากไม่ต้องการ หรือไม่พร้อมสำหรับการมีชีวิตที่พึ่งพาศาสนาไปเสียแล้ว... จะเป็นศาสนาใดก็ตามเถิด...

           อนึ่ง การยอมรับและกราบไหว้บูชาอธิษฐานต่อ ผีหรือเทพชั้นต่ำที่จรไปมาในอากาศหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์และรูปเคารพต่างๆเพื่อขอโชคลาภ ขอความสุข ขอความเจริญรุ่งเรือง ขอความคุ้มครองปลอดภัย หรือขอให้สัมฤทธิ์ผลในชีวิตอย่างที่ต้องการ ของคนไทยในปัจจุบันนั้น เป็นการสะท้อนโดยนัยอยู่ในตัวว่าผู้กราบไหว้เองไม่มีพลังอำนาจพอที่จะกระทำสิ่งเหล่านั้นด้วยตนเอง และขณะเดียวกันก็แสดงถึงการไม่มีความเพียรมากพอที่จะเอาชนะปัญหาด้วยการปฏิบัติตามแนวทางของพระพุทธศาสนาซึ่งเน้นที่การพึ่งตนเองด้วย...

           ถ้าเพียงแต่คนเหล่านี้เปลี่ยนจากการกราบไหว้อำนาจมืดชั้นต่ำเหล่านั้น มาเป็นการยอมรับในพระเจ้า กราบไหว้พระเจ้า และอธิษฐานต่อพระเจ้าผู้เป็นแหล่งอำนาจสว่างสูงสุดพระองค์เดียว ผลลัพธ์ของคุณภาพชีวิตของคนไทยจะเปลี่ยนไปจากที่เห็นในปัจจุบันเป็นอย่างมากทีเดียว...

           เพราะอำนาจที่พระเจ้าประทานลงมานั้นเป็นพระคุณจากความรักความเมตตาที่ทรงมีต่อมนุษย์ของพระองค์ ในขณะที่สิ่งที่ได้จากอำนาจชั้นต่ำจากผีหรือเทพต่างๆนั้นไม่ใช่พระคุณ หากแต่เป็นบุญคุณที่ต้องมีการทำคืนให้ เช่นต้องแก้บนหรือเซ่นสังเวยตามกาลให้เหมาะสม มิฉะนั้นอาจตามมาด้วยการให้โทษด้วยประการต่างๆ...

Click Here เราเป็นผลิตผลของใคร ?

           ถึงตรงนี้ หวังว่าท่านผู้อ่านคงเข้าใจความเป็นมาของคริสต์ศาสนาขึ้นมาบ้างไม่มากก็น้อย คริสต์ศาสนาไม่น่ากลัวอย่างที่คิดเลยใช่ไหม ? ท่านได้รับรู้แล้ว่าท่านสามารถได้รับความรอดพ้นจากบาป พ้นจากบึงไฟนรก พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด โดยไม่จำเป็นต้องบำเพ็ญข้อปฏิบัติอันหนักหน่วงในชีวิต... เพียงแต่ท่านยอมคุกเข่าลงและถ่อมใจยอมรับองค์พระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของท่าน... แค่นี้เท่านั้น...ไม่ยากเลย...

           ขอกล่าวเสริมไว้ที่นี้ว่า ชีวิตของมนุษย์ที่ยังไม่ได้รับการชำระบาปนั้นยังเป็นชีวิตที่ผีร้าย วิญญาณชั่ว และซาตานสามารถครอบครองเพื่อทำร้ายได้เสมอ ความยุ่งยากและความทุกข์ต่างๆในชีวิตที่ชีวิตได้รับ คือเครื่องหมายแสดงว่าซาตานได้ครอบครองผู้นั้นอยู่...

           เรารู้จักต้นไม้ได้จากผลของมันฉันใด เราก็สามารถรู้ได้ว่าชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งเป็นผลผลิตของใครฉันนั้น...

          ผู้ที่เป็นผลผลิตของผีและซาตาน ในชีวิตจะมีสิ่งเหล่านี้ : นิสัยดุร้าย ความโกรธ ความขัดเคือง ไม่สามารถรักผู้อื่น ไม่สามารถให้อภัยศัตรู ชีวิตมีความทุกข์มากกว่าความสุข โลภและหลงอย่างขาดเหตุผล มีกิเลสตัณหาราคะรุนแรง มีชีวิตที่ยากจนขาดแคลนโดยไร้ที่พึ่งอย่างสิ้นเชิง มีความเจ็บป่วยเรื้อรังต้องกินยาเหมือนกินข้าว พัวพันกับการก่ออาชญากรรม ประกอบมิจฉาชีพ มีการดำเนินชีวิตที่ผิดกฎหมาย และจบชีวิตอย่างรุนแรงฉับพลัน บางคนมีพฤติกรรมแบบผีเข้าเจ้าทรงให้เห็นกันอย่างชัดๆคือควบคุมสติสัมปชัญญะตนเองไม่ได้ กลัวตาย

           ผู้ที่เป็นผลผลิตของการยึดมั่นกำลังตนเองและพึ่งตนเอง ในชีวิตจะมีสิ่งเหล่านี้ : อวดรู้ เชื่อเหตุผลที่จับต้องได้เท่านั้น มีความหยิ่งจองหอง อวดตัว ไว้ตัว วางอำนาจ ไม่ยอมอ่อนข้อประนีประนอม มักข่มเหงเอาเปรียบคนอื่นเมื่อมีโอกาส ถือหลักว่าอะไรทำได้ผลคุ้มค่าก็ยอมรับสิ่งนั้น มักมีชีวิตเหน็ดเหนื่อย วุ่นวายดิ้นรนแข่งขันตลอดเวลา ผลักดันตนเองทุกอย่าง ตึงเครียด หงุดหงิดง่าย มักโกรธฉุนเฉียวง่าย ชอบเรียนความรู้ทางโลกที่จะทำให้ตนเองได้เปรียบต่อผู้อื่น ไม่เคยอิ่มใจในการแสวงหาและครอบครองวัตถุถึงจะมีความมั่งคั่งร่ำรวยแล้วก็ตาม มีใจที่แสวงหาความมั่นคงอยู่ลึกๆแต่ไม่เคยไปถึง กลัวการสูญเสียและกลัวตาย ขาดความรักความเมตตาที่แท้จริง มักยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางเพื่อตัดสินคนอื่น อย่างที่นับว่าดีก็มักถือคติว่า "บุญเราไม่ทำ กรรมเราก็ไม่ก่อ เราไม่ขอยุ่งกับใคร และขอใครอย่ามายุ่งกับเรา ขอใช้ชีวิตอย่างสงบแบบของตัวเราเพื่อครอบครัวของเราเองเป็นพอ"…

           ผู้ที่เป็นผลผลิตของวิญญาณแห่งพระเจ้า ในชีวิตจะมีสิ่งเหล่านี้ : ความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน การถ่อมใจ การมีความหวังเสมอ การให้กำลังใจผู้อื่นแม้ตนเองกำลังได้รับความยุ่งยาก การรับใช้ผู้อื่นด้วยความรัก มีความอิ่มใจ มีความรู้สึกมั่นคงในความเชื่อและในชีวิตนิรันดร์ ไม่กลัวความตาย มีชีวิตโดยรวมสงบสุขไม่ขาดแคลนสิ่งจำเป็นในชีวิต ...

Click Hereศัตรูที่แท้จริง...

           ในความจริงแล้ว การประกาศให้คนไทยรู้จักกับคริสต์ศาสนานั้น อุปสรรคไม่ได้อยู่ที่การต่อสู้กับพระพุทธศาสนาหรือศาสนาอื่นใดเลย แต่ทว่าอุปสรรคที่แท้จริงนั้นเป็นอุปสรรคเดียวกันกับที่ทุกศาสนาเผชิญอยู่ คือการต่อสู้กับผีมารซาตานที่ทำให้คนไม่ต้องการมีศาสนาอย่างแท้จริงต่างหาก

           และมันได้รับกำลังที่สำคัญคือ การที่คนไทยเทใจยึดถืออำนาจฝ่ายต่ำของมันคือการสัมผัส ยอมรับ และกราบไหว้บูชา ผี วิญญาณชั่ว ไสยศาสตร์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์รูปเคารพ ทั้งหลายรอบตัวอย่างบ้าคลั่งงมงาย ... ซึ่งทั้งหมดคือสิ่งนอกศาสนาทั้งพุทธศาสนาและคริสต์ศาสนา...

           ที่น่าเป็นห่วงคือชีวิตที่พึ่งพาผีและไสยศาสตร์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่มีที่หวังเลยว่าจะพ้นจากทั้งการเวียนว่ายตายเกิดรับกรรมในชาติภพต่อไปไม่สิ้นสุดตามคติพระพุทธศาสนาและไม่มีที่หวังเลยที่จะพ้นจากบึงไฟนรกตามคติของคริสต์ศาสนา...

ส่งท้าย... ขอโปรดเปิดใจ...

           หวังว่าท่านผู้อ่านจะได้ลองเปิดใจใคร่ครวญสิ่งที่อ่านผ่านมาทั้งหมดนี้ดูอีกหลายๆครั้ง แน่นอนว่าท่านจะต้องมีคำถามอีกมากมาย เพราะทั้งหมดที่ได้เล่ามาเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆของข่าวสารจากความรักของพระเจ้าผ่านทางผู้รับใช้ของพระองค์คือผู้เขียนบทความนี้ มายังท่าน...

           หากท่านต้องการทราบเรื่องราวและคำตอบที่อาจสงสัยมากไปกว่านี้ กรุณาค้นหาคำตอบได้จากคริสตจักรใกล้บ้านของท่าน หรือถ้าไม่ทราบว่าจะไปที่ไหนลองแวะไปที่ คริสตจักรร่มเย็น *ตามที่ติดต่อท้ายบทความนี้ก็ได้... โดยทั่วไปแล้วทุกคริสตจักรมีการจัดพิธีสรรเสริญนมัสการพระเจ้าใน ทุกเช้าวันอาทิตย์เวลาประมาณ 10.00 น. เป็นต้นไป ท่านสามารถเข้าไปร่วมพิธีแบบผู้สังเกตุการณ์ได้เสมอ...และในความจริงแล้ว ทุกคริสตจักร และธรรมิกชนทุกคน พร้อมที่จะช่วยเหลือท่านเพื่อนำท่านกลับคืนสู่ฐานะบุตรของพระเจ้าทุกวัน...

           ขอบคุณพระเจ้า ที่ได้นำท่านผู้อ่านมาถึงบรรทัดนี้ ขออธิษฐานเผื่อให้ทุกท่านเปิดใจที่จะต้อนรับพูดคุยกับคริสตศาสนิกชนที่มาประกาศข่าวประเสริฐถึงบ้านของท่าน โปรดอย่าปิดประตูใส่หน้าเขาเลย เพราะเขาต้องฝ่าฟันปัญหาและอุปสรรคมากมายเพื่อนำอาณาจักรสวรรค์มายังบ้านของท่าน ... พระคัมภีร์กล่าวว่า โดยการมีน้ำใจกับคนทั้งหลาย บางทีเราก็ได้มีโอกาสต้อนรับฑูตสวรรค์ของพระเจ้าโดยไม่ทันรู้ตัว ... และผู้ที่มีน้ำใจแก่ผู้รับใช้ของพระเจ้า ถึงแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม...ผู้นั้นจะขาดบำเหน็จในพระเจ้าก็หามิได้...

           ขอพระเจ้าโปรดคุ้มครองท่านและผู้ที่ท่านรักทุกคน ขอพระเจ้าโปรดเลือกท่านและผู้ที่ท่านรักรวมไว้ในหมู่ประชากรแห่งอาณาจักรสวรรค์ของพระองค์ด้วยเถิด... ก่อนที่วันแห่งการพิพากษาโดยองค์พระเยซูคริสต์จะมาถึง - อาเมน.

หมายเหตุ:

นายชัยรัตน์ จิตต์แก้ว (ผู้เขียน) สมาชิกคริสตจักรร่มเย็น

(* คริสตจักรร่มเย็น เลขที่ 10 ซอยพัฒนาการ 17 เขตสวนหลวง กทม. 10250)

ผู้ยินดีตอบคำถามของท่าน : E-mail: chairatj@yahoo.com

หรือสอบถามโดยตรงได้ที่

Click Here โทร 02-322-0684 (เวลา 20:00-21:00 ทุกวัน)